STORIES

สองชีวิตผู้ลี้ภัยชาวซีเรีย, พบและจากกันด้วยพรหมลิขิตของพลังทางการเมือง

คืนวันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ชายชาวซีเรีย สองคนเตรียมพร้อมที่จะผจญภัยไปยังประเทศกรีซจากชายฝั่งตุรกีย์ คืนนั้น ทั้งสองซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ในเมืองชนบทโบดรัม เป็นการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่กับทางเลือกในชีวิต แต่แล้วในที่สุด บาฌาร์อายุยี่สิบสี่ปี เปลี่ยนใจกระทันหันและหวนหน้ากลับไปยังเมืองอิสตันบูล ในขณะที่บาเซลอายุยี่สิบหกปียืนยันทางเลือกเดิมและมุ่งหน้าต่อไปสู่ประเทศเยอรมันนี

บาฌาร์และบาเซลพบกันครั้งแรกในลักษณะเดียวกันกับที่ชาวซีเรียคนอื่นๆในตุรกีย์ได้พบกัน คือจากการแนะนำจากเพื่อนของเพื่อน ความปรารถนาที่อยากจะได้สถานภาพเป็นผู่ลี้ภัยไปทวีปยุโรป ได้นำบาฌาร์มาถึงชายฝั่งทะเลในเมืองอิซเมอร์ วันและเวลาก่อนการเดินทางเต็มไปด้วยความกังวลและความล่าช้า ตกเย็นเมื่ออาทิตย์อัสดง ชายทั้งสองเริ่มการเดินทางโดยค่อยๆย่องเข้าไปในป่าละเมาะของเมืองโบดรัม เขาและผู้เดินทางอื่นๆที่มีจุดหมายลี้ภัยเหมือนกันอีกสี่คนนั่งรอคำสั่งจากนายหน้าผู้ลักลอบพาคนเข้าเมืองอย่างเงียบสงบ เส้นทางที่ใช้เดินทางด้วยเท้าในอันดับแรกคือเดินลัดเลาะในป่าไปถึงชายฝั่งทะเลโบดรัม หลังจากนั้นผู้ลักลอบพาคนเข้าเมืองจะเอาเรือยางบัจจุลมบรรทุกผู้หลบหนีข้ามทะเลไปยังทวีปยุโรป

นายหน้าค้ามนุษย์พยายามยัดผู้หลบหนีเข้าเมืองเข้าไปในรถโดยสารเพื่อเดินทางไปยังชายฝั่งให้ได้มากที่สุด และเมื่อมาถึงทางเดินช่วงสุดท้าย นายหน้าได้สั่งให้ทุกคนลงจากรถโดยเร็วและวิ่งไปขึ้นเรือยางที่จอดรออยู่ที่ชายทะเล ในขณะนั้นภาพเหตุการณ์ของความวุ่นวายก็เกิดขึ้น เมื่อทั้งเด็กเล็ก ผู้หญิงและผู้ลี้ภัยอื่นๆพยายามวิ่งไปที่ชายฝั่งในความมืด และเมื่อความสงบหวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง บาเซลเกิดความคิดว่าเขาควรจะแนะนำให้คนในกลุ่มเดินกันเป็นแถวเพื่อสร้างระเบียบต่อการเดินทาง เวลาผ่านไปประมาณสองหรือสามชั่วโมง บาฌาร์เริ่มรู้สึกคุ้นเคยกับพื้นที่และเส้นทางมากขึ้น เขาเปรยว่า “ฉันสามารถหยั่งรู้ว่าประเทศกรีซอยู่ใกล้เหลือเกิน” เขารำลึกความในขณะนั้น “มันใกล้มากเหมือนกับจะว่ายน้ำข้ามไปได้เลย”

เมื่อผู้ลี้ภัยเดินใกล้เข้าชายฝั่งมากขึ้น พวกเขาสังเกตุเห็นทหารประจำชายแดนนายหนึ่งฉายไฟยืนราวกับว่ายืนรอพวกเขาอยู่ ไฟฉายส่องสว่างผ่านสายตาของเหล่าผู้ลี้ภัยทำให้ภาพที่มองเห็นพล่าจาง ต่างคนต่างหนีหาที่หลบซ่อนอย่างกระจัดกระจาย “ฉันวิ่งแบบไม่คิดชีวิตในขณะนั้น” บาเซลอธิบายว่า”พวกเราตกใจและกลัวมาก เราคิดว่าจะหนีกลับไปตามเส้นทางที่เราเดินจากมาด้วยกัน เราไม่มีแม้แต่เสื้อชูชีพที่จะใส่ลงเรือ”

แต่แล้วในที่สุดด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม บาฌาร์ตัดสินใจเดินทางกลับและใช้ชีวิตอยู่ในประเทศตุรกีย์แทนที่จะเดินทางต่อไปสู่ประเทศกรีซ เขาชะเง้อมองดู บาเซลและผู้ลี้ภัยคนอื่นๆซึ่งตั้งใจเดินทางต่อไปตามเป้าหมายดั้งเดิม บาฌาร์เปิดเผยว่า “ฉันไม่ได้คิดอะไรในสมองในขณะนั้น แต่ฉันรู้สึกถึงงสิ่งที่กำลังจะทำ และตัดสินใจอย่างรีบด่วนว่าจะไม่ทำ”

พลัดพลากจากบ้านเกิดและอยู่ห่างกันเป็นระยะทางหลายพันกิโลเมตร  เรื่องราวของบาฌาร์และบาเซลได้มาบรรจบกันและสวนทางกันอย่างไม่คาดคิดในคืนนั้นที่เมืองโบดรัม

 

ชีวิตในนครอิสตันบูล

“ฉันบอกไม่ได้ถึงความแตกต่างระหว่างเวลากลางวันหรือกลางคืน” บาร์ฌาร์เล่าเรื่องให้ฟังขณะเดินอยู่บนถนนที่พลุกพล่านสายหนึ่งในนครอิสตันบูล บาฌาร์สูงประมาณ๑๙๒ เซ็นติเมตร ผมหยักสกที่ฟูฟ่องทำให้เขาดูเป็นชายกำยำสูงใหญ่ขึ้นไปอีก บุคลิกภายนอกที่ขัดแย้งกับจิตวิญญาณอันเปราะบางภายในตัวตนของเขา “ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าไม่มีแผ่นดินที่ไหนในโลกที่ฉันสามารถยืนได้ด้วยลำแข้งตัวเอง” บาฌาร์เปิดเผยความในใจให้ฉันฟังเมื่อเดือนตุลาคมปีพ.ศ.๒๕๕๘ขณะที่เราสนทนาและดื่มน้ำชากันในร้านยาสูบทูทุนจุในย่านจัตุรัสทักซิม ร้านยาสูบทูทุนจุเป็นสถานที่นักดนตรีชาวซีเรียนิยมใช้เป็นที่พบปะพูดคุยกันในอิสตันบูล บาฌาร์ชอบที่จะมานั่งทอดอารมณ์ที่นี่ในเวลาว่าง

ในประเทศตุรกีย์มีผู้ลี้ภัยชาวซีเรียอยู่ถึง ๒.๒ ล้านคน (ข้อมูลปัจจุบันปีพ.ศ.๒๕๖๐ระบุว่าประชากรผู้ลี้ภัยได้เพิ่มขึ้นเป็น๒.๘ล้านคน) ซึ่งในจำนวนนี้ ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คนได้รับความช่วยเหลืออยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยที่ทางการเป็นผู้ดูแล บาฌาร์เลือกที่จะใช้ชีวิตนอกค่าย สองเดือนผ่านไปจากคืนที่เขาตัดสินใจเดินทางหวนกลับจากเมืองโบดรัม บาร์ฌาร์ยังไม่สามารถหาบ้านพักที่แน่นอนได้ และยังมีความจำเป็นที่จะต้องอาศัยนอนในห้องรับแขกผ่านสังคมออนไลน์เคาช์เซิฟวิ่ง ผู้มีจิตศรัทธาวนเวียนให้ความช่วยเหลือไปอาศัยนอนบนเบาะโชฟาตามบ้านต่างๆ (เคาช์เซิฟวิ่งเป็นการติดต่อการทางสังคมออนไลน์ที่เจ้าของบ้านเปิดบ้านให้แขกใช้ห้องรับแขกเป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราวเพื่อมิตรภาพและการแลกเปลี่ยนทางประสบการณ์และความคิด)

บาฌาร์มีอดีตที่ถือว่าเป็นวันที่ดีงามผสมกับวันที่ไม่ค่อยจะสดชื่นนัก “ฉันก็เหมือนกับหนังสือที่เปิดรอไว้ให้คนอ่าน” เขาพูดในทำนองหยอกล้อพร้อมรอยยิ้มในขณะที่บทสัมภาษณ์ดำเนินไปอย่างสนิทสนมขึ้น มือข้างหนึ่งเสยผมที่หยักสกในขณะที่อีกข้างใช้เปิดหนังสือที่อยู่บนโต๊ะ วันนี้ถือว่าเป็นวันที่ดี บาฌาร์เป็นนักเล่นกีต้าร์คลาสสิคที่มีคนรู้จักมากอยู่พอประมาณ เขาเรียนรู้การเล่นทำนองเพลงทาราต้าร์จากนักแต่งเพลงชาวสเปน พาโก้ ดี ลูเชีย ได้อย่างล้ำเลิศ ตอนที่ บาฌาร์จากประเทศซีเรียมา เขาไม่มีอะไรติดตัวมาเลยนอกจากกระเป๋าเสื้อผ้าหนึ่งใบและกีต้าร์อีกหนึ่งตัว กีต้าร์คือเครื่องมือหากินที่บาฌาร์ใช้เล่นตามถนนแลกกับเศษเงินหนึ่งหรือสองลีราร์ “การเล่นดนตรีช่วยให้ฉันยอมรับกับสภาพความจริงได้ง่ายขึ้น” แต่ถึงแม้การเป็นนักแสดงข้างถนนจะช่วยให้บาฌาร์ได้เงินบ้าง มันก็ยังไม่พอที่จะจ่ายค่าเช่าบ้านรายเดือนได้ การสร้างฐานะจากการเล่นดนตรียังเป็นความฝันที่ไกลเกินความเป็นจริง (ในขณะที่แปลบทความนี้ และจากการสัมภาษณ์เพิ่มเติม บาฌาร์ได้จัดตั้งวงดนตรีแนวคันทรี่ย์ที่เริ่มมีชื่อเสียง และมีโอกาสได้ไปเปิดการแสดงในประเทศสหรัฐอเมริกา)

บาฌาร์หนีออกจากประเทศซีเรียที่เมืองท่าลัตตะเกีย ที่ซึ่งเป็นแหล่งสนับสนุนใหญ่ของประธานธิบดีซีเรีย บาฌาร์ อัล-อัสสาดในวันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ในขณะนั้นเขาใกล้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย และได้รับหมายเกณฑ์ทหารที่ชายฉกรรจ์ชาวซีเรียทุกคนจำเป็นต้องปฏิบัตรหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศจากข้าศึก ด้วยเหตุนี้บาฌาร์ตัดสินใจหยุดการเรียนและหนีออกจากประเทศแทนที่จะต้องรอคอยถูกบังคับให้ไปรบในสงคราม

บาฌาร์ยังอยู่ในวัยหนุ่ม และปรารถนาที่จะศึกษาต่ออยู่ตลอดเวลา ทั้งๆที่รู้ว่าค่าเทอมมหาวิทยาลัยในประเมศตุรกีย์ค่อนข้างสูงเกินกว่าที่เขาจะสามารถจ่ายได้ “ฉันไม่อยากกลายเป็นคนที่ไม่มีความรู้” บาฌาร์กล่าวเปรย เขาหวังว่าวันหนึ่งเขาจะได้เดินทางกลับบ้านเกิดของตัวเองที่ลัตตะเกียเมื่อสงครามสงบลง “ครอบครัวของฉันที่ลัตตะเกียบอกกับฉันว่า ฉันโชคดีที่มีโอกาสได้หลุดออกไปจากประเทศซีเรีย แต่พวกเขาไม่มีทางรู้ได้เลยว่าชีวิตของฉันในตุรกีย์มันยากลำบากขนาดไหน” บาฌาร์ระบายความในใจแบบตัดพ้อ

ชีวิตในตุรกีย์เป็นเหมือนความท้าทายสำหรับบาญาร์ เขามีโรคประจำตัวเนาองจากหลอดเลือดหัวใจผิดปกติซึ่งเขาไม่สามารถจ่ายค่ารักษาได้ โรคภัยไข้เจ็บที่มีอยู่ในครอบครัวของบาญาร์เป็นเรื่องที่เขาคุ้นเคยดี พ่อและแม่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นมะเร็งตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๕๕ ตัวบาญาร์เองก็เป็นผู้ดูแลพ่อและแม่ในขณะที่เขาเป็นนักเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย “ฉันไม่เคยรู้สึกปลอดภัยในตุรกีย์เพราะโรคหัวใจที่ฉันเป็น ตอนที่ฉันอยู่กับแม่ ทุกครั้งที่ฉันรู้สึกเหนื่อย แม่ของฉันทำให้ฉันรู้สึกสงบใจได้เป็นอย่างน้อยที่สุด”

ในร้านยาสูบทูทุนจุ บาฌาร์และเพื่อนคนอื่นๆมวนกระดาษยาสูบ พูดคุยหยอกล้อกันในขณะที่เตรียมตัวเพื่อการแสดงดนตรีบนถนนสายที่พลุกพล่านที่สุดสายหนึ่งของนครอิสตันบูล “เธอเห็นแต่นักท่องเที่ยวมากมายเดินอยู่บนถนนราวกับเขามีความสุข และเพลิดเพลินไปกับเวลาที่ผ่านไป” บาญาร์กล่าวแบบยิ้มหยัน ก่อนที่เขาเหวี่ยงแขนเล่นทำนองเพลงบนกีตาร์ของเขา บาญาร์เปรยสรุป “มันยากนะ”

“ฉันไปอิซเมอร์กับเพื่อนผู้ลี้ภัยกลุ่มหนึ่ง และเดินทางกลับมาที่อิสตันบูลเพียงคนเดียว” บาญาร์เริ่มพูดย้อนอดีตอีกครั้ง “ฉันเพียงคนเดียว” อย่างไรก็ตามบาญาร์กล่าวว่าเขาไม่ได้เสียใจกับการตัดสินใจที่อยู่ในประเทศตุรกีย์เลย “ฉันบอกกับพวกเขาว่าอย่าไปยุโรปเลย มันเสียเกียรติ” บาญาร์กล่าวพร้อมกับหยดน้ำตาลสามก้อนลงไปในแก้วชาร้อนของเขา การปราศจากเส้นทางที่ปลอดภัยประกอบกับนโยบายปิดกั้นชาวต่างด้าวของสหภาพยุโรปสร้างบาดแผลที่ลึกให้กับวิกฤติการทางมนุษยธรรมอย่างใหญ่หลวง ปัจจุบันดูเหมือนว่าทุกเส้นทางชีวิตของชาวซีเรียถูกปิดกั้นหมด เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ประเทศตุรกีย์ได้รับผู้ลี้ภัยที่ถูกเนรเทศออกจากประเทศกรีซเป็นครั้งแรก

“พวกเราทุกคนจะต้องเผชิญกับความตายหากต้องเดินทางไปยุโรป เราต้องจ่ายเงินเป็นจำนวนมาก และเราต้องร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลประเทศเยรมันในด้านการเงิน” ในขณะที่ความรู้สึกของบาฌาร์ต่อยุโรปดูเหมือนกำเนิดจากรากเหง้าของความล้มเหลวทั้งสองครั้งของเขาที่ไม่ได้ข้ามทะเลเอเจียนได้สำเร็จ แต่ความล้มเหลวนั้นอาจเป็นความปรารถนาของบาฌาร์ที่ต้องการจะเดินทางกลับประเทศบ้านเกิดที่ซีเรีย “ฉันไม่ได้คิดเกี่ยวกับสงครามมากมายนัก ซีเรียคือครอบครัวของฉัน” เขาตอกย้ำ “ฉันต้องการที่กลับซีเรีย”

ชีวิตในเมืองมานน์ไฮม์ ประเทศเยอรมันนี

ประมาณ ๑,๔๕๐ ไมล์จากนครอิสตันบูล บาเซลคิดถึงเหตุผลว่าเขามาประเทศเยอรมันนีทำไม ในขณะที่เราทั้งสองนั่งดื่มกาแฟในร้านแห่งหนึ่ง ในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ “ฉันมีวิธีคิดและทำในสิ่งต่างๆเป็นแบบของตัวเอง” บาเซลสาธยายยุทธศาสตร์ของมหากพย์การผจญภัยยี่สิบห้าวันจากเมืองโบดรัมถึงประเทศเยอรมันนีให้ฉันฟัง โดยใช้แก้วกาแฟและช้อนบนโต๊ะแทนต่างความหมายทั้งรูปและนามธรรม

โดยต้นกำเหนิด บาเซลเป็นคนดามัสกัส เมืองหลวงของซีเรีย บาเซลแสดงความมั่นใจและการใช้การตัดสินใจที่รวดเร็วราวกับนักธุรกิจที่มองโลกแบบมีตรรกะและเหตุผล “มันไม่ใช่ธุรกิจ ถ้าคุณไม่ยอมรับความเสี่ยงบ้าง” เขาอ้างถึงการเดินทางข้ามทวีปราวกับความกล้าหาญชาญชัยในสมรภูมิรบ ถึงแม้ความกล้าหาญดังกล่าวจะส่งผลให้บาเซลผ่านเส้นทางที่ยากลำบากไปสู่สิ่งมี่เขาต้องการ แต่การเดินทางในเส้นทางเดียวกันนี้ไม่ได้บังเกิดผลกับผู้ลี้ภัยหลายพันชีวิตซึ่งต้องจบการเดินทางที่ก้นบึ้งของสะดือทะเล

“ฉันพยายามที่จะเปลี่ยนควาทคิดของบาญาร์ให้มากับพวกเรา แต่มันเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์” บาเซลระลึกถึงคำพูดที่เขามีต่อบาฌาร์ อาจจัดูเหมือนว่าบาร์เชลตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตในยุโรปด้วยความคิดเกือบชั่ววูบ เขาอาศัยอยู่ในประเทศตุรกีย์สามปีครึ่งกับครอบครัวของเขา แต่ความคิดเกี่ยวกับการเดินทางไปเสี่ยงโชคในยุโรปจะเป็นสิ่งที่อยู่ในห้วงความนึกคิดของเขาตั้งแต่เมื่อเขาเคยไฝ่ฝันที่จะมีโอกาสศึกษาต่อในประเทศเยอรมันนี

เช่นเดียวกับบาฌาร์ บาเซลเป็นบุตรตนสุดท้องของครอบครัว เขาพร้อมและยินดีที่จะเดินทางไปยุโรปตราบเท่าที่ได้รับการยินยอมจากแม่ของเขา เมื่อเขาได้รับอนุญาติไม่นานนัก บาเซลเริ่มการเดินทางก้าวแรกไปที่โบดรัม

ที่โบดรัม บาเซลและเพื่อนของเขาต้องรอคอยการเดินทางต่อทั้งวัน ด้วการเตร็จเตร่อยู่ตามถนนหนทางท่ามกลางความร้อนที่แผดเผาของแสงแดด ทุครั้งที่เผชิญหน้ากับตำรวจตระเวนชายแดน บาเซลแสร้งทำตัวป็นนักท่องเที่ยวเพื่อสบตาตำรวจ เมื่อถึงเวลากลางคืนคนลักลอบพาผู้ลี้ภัยเข้าเมืองได้หวนกลับมาหาพวกเขา เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่ายให้กลุ่มลักลอบค้ามนุษย์ บาเซลอาสาสมัครเป็นผู้ช่วยขับเรือยางให้ไปถึงเกาะโคส และด้วยเหตุนี้เขาได้กลายเป็นผู้นำกลุ่มผู้ลี้ภัยที่ร่วมเดินทางไปกับเขา ด้วยการใช้เชาว์ปัญญาและความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเขาพูดหว่านล้อมต่อรองกับกลุ่มมาเฟียในประเทศเซอร์เบียให้คนในกลุ่มสามารถเดินทางผ่านไปถึงประเทศฮังการี่ บาเซลกล่าวว่ากลุ่มมาเฟียค้ามนุษย์ทำงานกันเป็นระบบเครือข่าย ดังนั้นการเจรจาต่อรองกับอีกกลุ่มจะมีผลกัยการต่อรองอีกกลุ่มไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

บาเซลยอมรับว่าการตัดสินใจแบบเฉียบขาดของเขาเป็นสิ่งสำคัญต่อผลลัพท์ที่ทำให้เขาสามารถพาตัวตนมาขึ้นฝั่งในยุโรปได้ แต่มันก็ไม่ได้เป็นหลักประกันที่จะขจัดเงื่อนไขทางมนุษยธรรมอันหนักหน่วงที่ชาวซีเรียกำลังหลบหนีออกจากประเทศไปยังทวีปยุโรปได้ บาเซลเคยคิดว่าการเดินทางลี้ภัยไปยุโรปจะไม่ยากเย็นอย่างที่คิด น้ำเสียงของเขาเริ่มแข็งกร้าวด้วยความโกรธและปวดร้าวเมื่อเขากล่าว่า เมื่อเดินทางมาถึงชายแดนฮังการี่ เจ้าหน้าที่ชาวฮังกาเรี่ยนได้ยึดเอาไฟแช็คที่แกะสลักจากเงินโดยพ่อของเขาไป “เจ้าหน้าที่ฮังแกเรี่ยนเป็นพวกขี้ขโมยที่เบียดเบียนผู้ยากไร้เช่นคนลี้ภัย”

“ฉันวางแผนชีวิตของฉันไว้เจ็ดปี” บาเซลกล่าวด้วยอารมณ์และน้ำเสียงที่มั่นคงและสงบ ราวกับว่าเวลาเป็นปีปีที่เขาวางแผน มันจะผ่านไปเช่นเดียวกับเวลาที่ผ่านไปในแต่ละวัน เขาคาดว่าจะสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี และปริญญาโทในเวลาต่อไป และในที่สุดก็จะหางานทำที่ได้รับเงินเดือนสูง “ประเทศเยอรมันนีเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยสมบูรณ์” เขากล่าวพร้อมกับใช้นิ้วชี้ให้เห็นเส้นทางธุรกิจที่มีโอกาสรุ่งเรืองได้ในทุกมุมถนนของเมืองมานน์ไฮม์ “แต่เธอเรียกมันว่าเป็นโอกาสไม่ได้นะ” เขาย้ำว่าความจริงของการมีสถานภาพเป็รเรฟูจีจากซีเรียจะยังคงสร้างความขัดแย้งในความคิดของชาวยุโรปอยู่ “เราได้สูญเสียทุกอย่างในชีวิต คุณจะเรียกโอกาสว่าโอกาสไม่ได้สำหรับคนที่สูญเสียทุกอย่างในชีวิตแต่ยังมีชีวิตรอดอยู่” หลังจากจุดบุหรี่และดึงควันลงปอด บาเซลกล่าวต่อด้วยบุคลิกที่แข็งกร้าว “ฉันสูญเสียประเทศไปทั้งประเทศ สิ่งเดียวที่ยังเหลืออยู่คือชีวิต”

ในขณะที่กระบวนการทางราชการของประเทศเยอรมันนีจะทำให้ชีวิตยุ่งยากขึ้น บาเซชมั่นใจว่าประเทศเยอรมันนีเป็นประเทศที่เขาเลือกอย่างถูกต้องเพื่อการศึกษา และการสร้างความฝันที่จะเปิดบริษัทค้าขายหุ้นสต้อกได้สำเร็จ เขาวอนขอให้ชาวเยอรมันเข้าใจว่า “พวกเราผู้ลี้ภัยชาวซีเรียก็เหมือนกับประชาชนชาติอื่นทั่วไป ที่มีความต้องการควาทสำเร็จทางการศึกษาและหน้ามี่การงาน”

แปดเดือนหลังจากที่ดิฉันได้สัมภาษณ์บาเซล ดิฉันมีโอกาสได้คุยกับบาเซลอีกครั้งทางโทรศัพท์ น้ำเสียงของบาเซลได้เปลี่ยนไป ความหวังต่างๆที่บาเซลเคยกล่าวไว้เป็นเสียงในภวังค์ที่ว่างเปล่า และถูกเติมเต็มด้วยความโกรธและก้าวร้าว เขากร่นด่าสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามที่คิด สิ่งหนึ่งที่ดิฉันจับใจความได้จากคำด่าต่างๆคือ บาเซลถูกทางการเยอรมันให้ย้ายออกจากสถานพักพิงเพื่อผู้ลี้ภัยที่ และถูกส่งตัวไปอยู่ในสถานบำบัดผู้ป่วยทางประสาทและจิตที่มีผู้ลี้ภัยอยู่ประมาณหนึ่งร้อยคน  ในเมือง นาโกลด์

ตั้งแต่บาเซลเดินทางมาถึงประเทศเยอรมันนีใหม่ๆ เขาติดเชื้อปอดบวมและได้รับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐ และได้เริ่มเรียนคอร์สภษเยอรมัน ในขณะที่เขียนบทความนี้เขายังอยู่ในการพิจารณาและขั้นตอนสัมภาษณ์ของทางการเพื่อรับสิทธิในการอยู่อาศัยอย่างถูกกฏหมาย ในระหว่างนี้เขาได้รับเงินช่วยเหลือประจำเดือนจำนวน ๓๕๐เหรียญยูโร หรือประมาณ ๑๒,๘๖๘บาท สำหรับจับจ่ายซื้ออาหารและไม่เหลือสำหรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ

คนต่างๆที่บาเซลได้ทำความรู้จักในระหว่างการเดินทางไปยุโรปและกลายเป็นเพื่อนปรึกษาปัญหาต่างๆได้ถูกส่งไปตั้งถิ่นฐานในหมู่บ้านต่างๆ “ฉันถูกส่งไปอยู่ในหมู่บ้านที่ฉันไม่รู้จักใครและไปเพียงคนเดียว” บาเซลเล่าให้ดิฉันฟัง “ฉันรู้สึกเหงาและเปล่าเปลี่ยว ปราศจากเพื่อน ครอบครัว หรือใครก็ตามที่เธอรู้สึกมีความรู้สึกร่วมด้วย”

“ฉันมาอยู่ที่นี่ทำไมอย่างโดดเดี่ยว” เขาถามตัวเอง “ฉันขอกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว ถึงแม้ว่าจะเป็นชีวิตที่เลวร้าย แต่ก็ยังดีกว่าต้องใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศอย่างเดียวดาย แต่อย่างน้อยที่สุดฉันก็ไม่ได้ร้องไห้คนเดียวตอนกลางคืนนะ” เขาพูดติดตลก

บาเซลยังคงรอคอย ในสภาพเดียวกับที่เขาได้รอมาเป็นเวลาหกเดือน เขาต้องรอเรียกนัดเพื่อสัมภาษณ์ รอที่จะเริ่มชีวิตใหม่ การฟื้นตัวจากไข้ปอดบวมได้ยกระดับจิตวิญญาณของบาเซลให้สูงขึ้น ได้รับขนมชิบมันฝรั่งสักถุงทำให้สภาพจิตใจดีขึ้น เช่นเดียวกันการได้มีโอกาสกร่นด่าเป็นภาษาเยอรมันทำให้เขารู้สึกได้ระบายความทุกข์ การสนทนาทางโทรศัพท์ของเราสองคนครั้งนี้จบลงด้วยการกล่าวอำลาเป็นภาษาเยอรมันของบาเซล “ชูทส์” มันเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตใหม่ของบาเซลที่กำลังเริ่มต้น

ความแปลกแยกของเส้นทางชีวิต

บาฌาร์ และ บาเซลไม่ได้ใช้ความพยายามที่จะติดต่อกัน ต่างก็ยุ่งอยู่กับการจัดการชีวิตของตัวเอง แต่ทั้งสองเข้าใจความจริงข้อหนึ่งคือ นโยบายรัฐใดๆก็ตามถ้ามีการเปลี่ยนแปลงจะส่งผลกระทบต่อชีวิตของเขาทั้งสองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และบางทีอาจมีผลมากกว่าการตัดสินใจใดๆก็ตามของตนเอง

ในช่วงเวลาช่วงหนึ่งที่ชีวิตของชายสองได้มีโอกาสได้พบกันในป่าละเมาะแห่งหนึ่ง และกำลังเลือกทางเดินในชีวิตของตัวเองเพื่อผลที่ดีหรือร้ายก็ตาม ช่วงเวลานั้นได้เบี่ยงเบนเส้นทางชีวิตของเขาสองคนออกไปเป็นสองเส้นทาง ถ้าหากเขาสองคนไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามในประเทศซีเรียที่ทำให้เขาต้องลี้ภัย ชีวิตของเขาสองคนจะไม่ได้มีโอกาสได้มาบรรจบกัน หรือถ้าหากประเทศตุรกีย์และสหภาพยุโรปร่วมกันรับประกันเส้นทางหนีภัยพิบัติที่ปลอดภัยแก่ผู้ลี้ภัยสงคราม ชะตาชีวิตของเขาก็จะไม่มีโอกาสได้มาบรรจบกันอีกเช่นกัน

ด้วยการมองภาพประสบการณ์ของมนุษยชาติ หล่อหลอมจากผลกระทบของสงคราม ทำให้เราเห็นชีวิตผู้ลี้ภัยที่ไม่สามารถหาทางเลือกได้ด้วยตัวเอง แต่เป็นกระบวนการที่ถูกผลักดันจากพลังทางการเมืองที่สร้างผลกระทบโดยรอบต่อชีวิตของพวกเขา      (ไปที่หน้ารับบริจาค)

Originally published in http://muftah.org/two-syrian-refugees/