วิกฤติโรฮิงญา

เรือเอี้ยมจุ๊นบรรทุกชาวโรฮิงญากลุ่มหนึ่ง ในจำนวนนับหมื่น มาถึงเกาะฌาห์พอเรียในบังคลาเทศ หลังจากเดินทางข้ามแม่น้ำนาฟ ฝูงชนต่างๆเหล่านี้ยังคงทะยอยเดินทางข้ามพรหมแดนจากรัฐยะไข่ (Rakhine State) ทางภาคตะวันตกในประเทศเมียนม่าร์ หลบหนีความรุนแรงที่มีศูนย์กลางอยู่ในบริเวณดังกล่าว ทางการของประเทศบังคลาเทศได้ประเมินว่าผู้อพยพจำนวนกว่า 500,000 คนได้หลบหนีการโจมตีอันทารุณของกองกำลังทหารในประเทศเมียนม่าร์ ตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม ถึง กลางเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2560 (ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติในเดือนพฤษจิกายนระบุว่าจำนวนผู้อพยพได้เพิ่มขึ้นเป็น 630,000 คน) ถึงแม้ว่ารัฐบาลเมียนม่าร์ได้พยายามที่จะหลีกเลี่ยงและปฏิเสธต่อข้อกล่าวหาที่สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเรียกการปฏิบัติการของทหารว่า เป็น “ตัวอย่างของการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุตามนิยามหลักสูตรตำราเรียนทุกประเด็น” ทางการเมียนม่าร์ได้ประกาศในภายหลังว่า พร้อมที่จะให้ผู้อพยพชาวโรฮิงญาเดินทางกลับเข้ารัฐยะไข่ได้

ในทางมโนธรรม หากการโจมตีด้วยความรุนแรงต่อชาวโรฮิงญาและความขัดแย้งทางชนชาติที่ส่งผลให้เกิดการอพยพ ได้คลายความตึงเครียดลงจนกลายเป็นสถานการณ์ปรกติ และกลุ่มขัดแย้งต่างๆได้บรรลุข้อตกลงตามหลักสันติวิธี การอำนวยความสะดวกเพื่อให้เดินทางคืนถิ่นของผู้อพยพ บนพื้นฐานของหลักมนุษยธรรมสากล ก็อาจจะเป็นช่องทางในการแก้ปัญหาอย่างชอบธรรม แต่จากการสัมภาษณ์ผู้อพยพโดยมูลนิธิเอิร์ธ ในค่ายผู้ลี้ภัยในเมืองค็อกซ์บาซาร์ ประเทศบังคลาเทศ ผู้ให้สัมภาษณ์โดยส่วนใหญ่แสดงทัศนคติต่อคำสัญญาดังกล่าว ของนางออง ซาน ซู คยี ในฐานะผู้นำประเทศว่า เป็นคำพูดที่ว่างเปล่าและปราศจากความหมาย ดังนั้นการจัดการเพื่อให้ผู้อพยพเดินทางกลับประเทศโดยหลักมนุษยธรรมสากลที่จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความสมัครใจของผู้อพยพเอง อาจไม่สัมฤทธิผลด้วยเหตุผลของการขาดความเชื่อใจในระดับปัจเจกชน

ในขณะเดียวกัน บังคลาเทศประเทศเจ้าบ้านซึ่งได้ให้ที่พักพิงกับผู้อพยพชาวโรฮิงญาตั้งแต่ช่วงปีทศวรรษที่1990 กำลังอยู่ในสภาพขัดสนทางทรัพยากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอพยพลี้ภัยกำลังเกิดขี้นอยู่เป็นรายวันทุกวัน มูลนิธิเอิร์ธได้ลงสำรวจพื้นที่ในบริเวณพรหมแดนระหว่างบังคลาเทศและรัฐยะไข่ของพม่า พบว่าในบางวันมีจำนวนผู้อพยพมากกว่า 10,000 คนที่กำลังพยามยามเดินทางเข้ามาในบังคลาเทศ ผลกระทบโดยตรงของผู้อพยพที่มีต่อประเทศบังคลาเทศสามารถรู้สึกได้อย่างหนักหน่วง เนื่องจากจำนวนประชากรของประเทศเจ้าบ้านเองที่มีถึง 165 ล้านคน โดยที่ 30% ของจำนวนประชากร ดำเนินชีวิตด้วยความยากจน โดยที่รายได้ประชากรถัวเฉลียต่ำกว่า 2 ดอลล่าร์สหรัฐฯต่อคนต่อวัน ตามคำนิยามของธนาคารโลก (World Bank) อัตรารายได้จำนวนดังกล่าว ถือเป็นเกณฑ์ระบุความยากจน (Poverty Line)สำหรับประเทศบังคลาเทศ

ดังนั้นการที่จะจูงใจให้ประเทศเจ้าบ้าน ให้ใช้วิธีผนวกผู้อพยพให้เป็นส่วนหนึ่งของคนในสังคมของประเทศ (Social Integration) ตามหลักมนุษยธรรมสากล น่าจะเป็นหนทางแก้ปัญหาที่เต็มไปด้วยอุปสรรคที่สูงชันและยากลำบาก จากการเข้าพบกับองค์การอพยพสากลแห่งสหประชาชาติ (IOM) ประจำประเทศบังคลาเทศ ผู้แทนประจำสำนักงานก็มีความเห็นพ้องต้องกันกับข้อมูลสังเคราะห์เบื้องต้นของมูลนิธิเอิร์ธ อย่างไรก็ดี ทางการบังคลาเทศที่ทุกฝ่ายที่ทางมูลนิธิเอิร์ธได้มีโอกาสประสานงานด้วย ต่างก็มีความเห็นตรงกันว่า การแก้ปัญหาวิกฤติของผู้อพยพชาวโรฮิงญาเป็นประเด็นที่จะต้องจัดการและให้ความช่วยเหลือบนพื้นฐานของหลักมนุษยธรรม ถึงแม้ว่าประเทศบังคลาเทศจะกำลังเผชิญกับความยากจนของประชากรของตนเองก็ตาม

ทางเลือกที่สามในการจัดการกับวิกฤติผู้ลี้ภัยตามหลักมนุษยธรรมสากล ถ้าหากทางเลือกทั้งสองเบื้องต้นไม่สามารถทำได้ก็คือ การโยกย้ายให้ผู้ลี้ภัยมีถิ่นที่อยู่อาศัยในประเทศที่สาม (Third-Country Resettlement)  แต่ในความเป็นจริง หนทางในการจัดการ และระดับสัมฤทธิภาพของวิธีดังกล่าวเต็มไปด้วยอุปสรรคทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองเช่นเดียวกันกับวิธีอื่นที่กล่าวเบื้องต้น ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1977  (หรือ พ.ศ. 2520) จนถึงปัจจุบัน มีผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาจำนวน 900 คน ในประเทศบังคลาเทศ ที่ได้รับการอนุมัติให้สามารถลี้ภัยไปประเทศตะวันตกได้จากจำนวนผู้ลี้ภัยโรฮินญาทั้งหมด 150,000 คน จากอัตราผู้ได้รับการอนุมัติจำนวนร้อยละ 0.6% ดังกล่าว ถ้าหากตัวแปลต่างๆทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง จะมีจำนวนผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาเพียง 3,000 คน จากจำนวนผู้อพยพ 500,000 คน ที่อพยพเข้ามาในบังคลาเทศระหว่าง เดือน สิงหาคม ถึง เดือนตุลาคม ปีนี้ ที่จะได้รับสถานภาพผู้ลี้ภัยไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สามอีกสี่สิบปีข้างหน้า หรือ ปี พ.ศ. 3000

ในเวลานี้ องค์กรช่วยเหลือทางมนุษยธรรมต่างๆในค่ายผู้ลี้ภัยในเมืองค็อกซ์บาซาร์ กำลังเผชิญกับปัญหาทรัพยากรขาดแคลนอย่างหนัก ทั้งในด้านความมั่นคงทางอาหาร การจัดการหาแหล่งน้ำดื่มที่สะอาดปลอดภัย รวมถึงระบบการบริหารขยะและปฏิกูลอย่างถูกสุขลักษณะ วิกฤติการณ์ของผู้อพยพชาวโรฮิงญาเป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แบบที่หลายฝ่ายตั้งตัวไม่ทัน อีกทั้งนโยบายทางการเมืองที่ไม่แน่นอนที่ส่งผลกระทบต่อชาวโรฮินญาซึ่งเป็นกลุ่มชนที่ไร้สัญชาติและไม่ได้รับการยอมรับให้เป็นพลเมืองของประเทศโดยทั้งจากทางการเองและจากประชาชนกลุ่มต่างๆของเมียนม่าร์ ต่างเป็นประเด็นที่ยังคลุมเคลือและไม่สามารถระบุได้ว่าโชคชะตาของชาวโรฮินญาจะพลิกผันไปทางใด ถ้าหากหน่วยงานทั้งภาครัฐ และองค์กรอิสระไม่สามารถหาหนทางทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิกฤติชั่วคราวนี้อาจกลายสภาพเป็นวิฤติถาวรในอีกหลากหลายสถานการณ์ ทั้งในทางความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม ดังที่ได้เห็นตัวอย่างกันมาแล้ว เช่นฉนวนความขัดแย้งทางเชื้อชาติ และศาสนา ในภาคพื้นทวีปอื่น ที่ยังคงยืดเยื้อมาถึงปัจจุบัน

Share on FacebookShare on Google+Pin on PinterestTweet about this on TwitterShare on RedditShare on LinkedInShare on VKDigg thisBuffer this pageFlattr the authorShare on StumbleUponPrint this pageEmail this to someoneShare on YummlyShare on Tumblr